กลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ และควรได้รับการป้องกันด้วยวัคซีน
เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี
ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
หญิงตั้งครรภ์ และ ผู้หญิงที่อยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังคลอด
ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง เช่น เบาหวาน หัวใจ ปอด ความผิดของตับไต
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์มีประโยชน์อย่างไร?
นอกเหนือจากการปกป้องร่างกายจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้ง 4 สายพันธุ์ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังมีประโยชน์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้
สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด B ครอบคลุมสายพันธุ์มากขึ้นกว่าเดิม
ลดอัตราการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่
ลดปัญหาจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้ป่วยเรื้อรัง
ลดการใช้ยาปฎิชีวนะ จากภาวะแทรกซ้อนในการติดเชื้อแบคทีเรีย
ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา
ลดการขาดงานหรือขาดเรียน
ลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่
ข้อแนะนำสำหรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเด็ก
1. เริ่มฉีดได้เมื่อไหร่?
เริ่มฉีดได้ตั้งแต่: อายุ 6 เดือน ขึ้นไป
2. ต้องฉีดกี่เข็ม?
จำนวนเข็มจะขึ้นอยู่กับ อายุ และ ประวัติการฉีดวัคซีน ในปีก่อนหน้า
กรณีเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี และเพิ่งฉีดปีแรก (ไม่เคยฉีดมาก่อน) : ต้องฉีด 2 เข็ม
โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 1 เดือน (4 สัปดาห์)
เหตุผล : เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงเพียงพอในการป้องกันโรคสำหรับปีแรก
กรณีเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี แต่เคยฉีดมาแล้วในปีก่อนๆ : ฉีดแค่ 1 เข็ม ต่อปี
กรณีเด็กอายุ 9 ปีขึ้นไป (ไม่ว่าจะเคยฉีดหรือไม่) : ฉีดแค่ 1 เข็ม ต่อปี
3. คำแนะนำเพิ่มเติม
ฉีดซ้ำทุกปี : เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์และเปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง (ช่วงที่เหมาะสมคือ ก่อนฤดูฝน หรือ ก่อนฤดูหนาว)
อาการข้างเคียง : มักไม่รุนแรง เช่น ปวดบวมบริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1-2 วัน
เด็กกลุ่มเสี่ยง : เด็กเล็ก (6 เดือน - 2 ปี) และเด็กที่มีโรคประจำตัว (เช่น หอบหืด, โรคหัวใจ) เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีนเป็นพิเศษ เพราะหากป่วยอาจมีอาการรุนแรงได้ครับ
สรุป : หากลูกของคุณอายุ 6 เดือน - 9 ปี และยังไม่เคยฉีดมาก่อน ปีนี้จะต้องฉีด 2 เข็ม (ห่างกัน 1 เดือน) แต่ถ้าเคยฉีดมาแล้ว หรือโตเกิน 9 ปีแล้ว ก็ฉีดแค่ ปีละ 1 เข็ม